ช่วง 2 วันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสนั่งแนะนำคณะอักษรศาสตร์ให้น้องๆชั้นม.ปลายในงาน "แนะน้องม.ไหนดี" ที่โรงแรม Centara (แถวๆ Central World)

น้องที่เข้ามาปรึกษาส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ในวันแรกจะเป็นนักเรียนชั้นม.6ที่กำลังจะยื่นคะแนน ส่วนในวันที่สองจะเป็นกลุ่มนักเรียนชั้นม.5 ซึ่งต้องใช้ GAT PAT ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือมีหลายเรื่องมากเกี่ยวกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่พอผมพูดออกไปน้องๆหลายคนก็ตกใจว่า "มีแบบนี้ในคณะอักษรศาสตร์ด้วยหรือ" 

ผมก็เคยนำคำถามที่พบบ่อยในงานนั้นเกี่ยวกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาตอบไว้สำหรับน้องๆที่อาจลังเลเกี่ยวกับการเลือกคณะ หรือสำหรับน้องๆที่กำลังค้นหาตัวตนว่าเราอยากเรียนอะไรกันแน่

REVISE  28/08/53

1.คณะอักษรศาสตร์มีการสอนแต่ภาษาใช่หรือไม่

ความคิดนี้เป็นความคิดที่ "ผิด" ครับเพราะคณะอักษรศาสตร์ไม่ใช่โรงเรียนสอนภาษา ที่จะมานั่งสอนไวยากรณ์สำหรับการนำไปใช้ในชีวิตเท่านั้น หากน้องๆอยากเข้าคณะอักษรศาสตร์ด้วยเข้าใจว่าสอนแต่ภาษาก็ขอให้เปลี่ยนความคิดเสียไม่

ที่คณะอักษรศาสตร์จะเปิดการสอนทั้งหมด 14 เอก โดยแบ่งเป็นเอกภาษา 9 เอก ซึ่งก็มี ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, ภาษาบาลี-สันสกฤต, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาเยอรมัน, ภาษาจีน, ภาษาญี่ปุ่น, ภาษาอิตาเลียนและภาษาสเปน

และเอกที่เป็นสายมนุษยศาสตร์อีก 5 เอก คือ ปรัชญา, สารนิเทศ, ภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์และศิลปการละคร 

อีกทั้งสามารถเลือกรายวิชาที่ปรากฏเป็นเอกวิชาโทได้ (เรียนประมาณ 7 ตัว) หรือภาษาเกาหลี, ภาษาศาสตร์, วรรณคดีเปรียบเทียบและภาษารัสเซีย

เว้นวิชาเอกที่ผมขีดเส้นใต้ไว้ จะเป็นเอกที่เรียกว่า "เอกเดี่ยว" คือเอกที่ไม่สามารถเลือกวิชาโทได้

ที่นี่ในเอกที่เป็นภาษาก็จะเป็นอย่างที่ผมได้บอกไปว่าเราไม่ได้สอนแต่เพียงการใช้ภาษาเท่านั้น เพราะคณะของเราจัดอยู่ในสายมนุษยศาสตร์ เรียนเกี่ยวกับมนุษย์ 

ดังนั้นถ้าสมมติว่าน้องอยากเข้าเรียนเอกภาษาจีน น้องก็ไม่ได้เรียนแต่เพียงภาษาจีนเท่านั้น น้องจะต้องเรียนอารยธรรมจีน วรรณคดีจีน วัฒนธรรมจีน สื่อสิ่งพิมพ์จีนหรือแม้กระทั่งกระดูกทำนายจีนในสมัยโบราณ น้องก็จะมีโอกาสได้เรียนด้วยว่าแกะสลักไว้ว่าอะไร พูดง่ายๆคือน้องจะได้เรียนทุกสิ่งทุกอย่่างเกี่ยวกับประเทศจีน เพราะการที่น้องจะเข้าใจภาษาของชนชาติใดชนชาติหนึ่งได้อย่างดีเยี่ยม น้องจะต้องเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ ทางสังคม วัฒนธรรมของชนชาติเหล่านั้นได้

ให้สังเกตด้วยว่าเอกจีนเป็นเอกเดี่ยว เพราะฉะนั้นหลังจากเข้าเอกตอนปี2 แล้วน้องก็จะได้เรียนแต่จีน อาจมีวิชาเลือกเสรี max สุดประมาณ 8 ตัว

ซึ่งเอกอื่นๆที่เป็นภาษาก็จะเรียนในทำนองเดียวกัน

ไม่เพียงแค่นั้น ในชั้นปีที่1ที่น้องเข้ามา น้องจะได้พบกับวิชาบังคับคณะซึ่งก็คือวิชาพื้นฐานของทุกเอก(ยกเว้นภาษาต่างประเทศภาษาที่3) ไม่ว่าจะเป็น อารยธรรมทั้งตะวันออก,ตะวันตกและของไทย วิชาปรัชญาหรือศาสนา วิชาการเขียนรายงาน เป็นต้น ตอนที่เรียนนั้นหลายคนอาจจะคิดว่าให้เรียนไปทำไม ยังไงเสียก็ไม่ได้เข้าเอกทางนั้นอยู่แล้ว แต่เมื่อน้องๆเข้าเอกไปแล้ว น้องจะพบว่าวิชาบังคับคณะเป็นตัวช่วยน้องในหลายๆเรื่อง เป็นต้นว่าวิชาปรัชญาเป็นวิชาที่ช่วยเปิดกว้างความคิดน้องๆ ให้น้องรู้จักตั้งคำถามกับหลายๆสิ่งที่น้องอาจไม่เคยคิด หรือวิชาการเขียนรายงานที่เป็นประโยชน์ต่อการทำรายงาน (ที่จะเริ่มมีเมื่อเข้าเอก)

รายละเอียดอื่นๆสามารถเข้าไปดูได้  website คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักสูตรปริญญาตรี(วิชาเอกและวิชาโท)ของคณะอักษรศาสตร์ เข้าไป ที่นี่

2. ภาควิชาศิลปการละครในคณะอักษรศาสตร์ แตกต่างจากภาควิชาการสื่อสารการแสดงของคณะนิเทศศาสตร์อย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าจุดมุ่งหมายในการเรียนของทั้ง 2 คณะนี้มีความแตกต่างกัน

คณะอักษรศาสตร์ของเราเน้นการศึกษา "ศิลปะ" ของละคร สมกับชื่อคณะว่า arts

ส่วนคณะนิเทศศาสตร์เน้นเป็น Communication Arts ซึ่งเน้น Mass ก็คือมวลชน เป็นหลัก

ดังนั้นภาควิชาการสื่อสารการแสดงของคณะนิเทศศาสตร์จะเน้นการทำละครเพื่อมวลชนหรือเพื่อตลาด ส่วนของคณะอักษรศาสตร์จะคำนึงถึงศิลปะของละครไม่เน้นว่าจะต้องเป็นละครที่ตอบสนองต่อความต้องการตลาดเราสร้างละครที่หลากหลายแต่เมื่อเข้ามาเรียนก็จะเห็นนิสิตภาควิชาศิลปการละครไปเรียนวิชาที่คณะนิเทศศาสตร์และนิสิตคณะนิเทศศาสตร์เองก็มาเรียนวิชาที่ภาควิชาศิลปการละครเพื่อเป็นการเปิดกว้างทางความคิดและการเรียนรู้นั่นเอง

คำถามที่อาจเกิดขึ้นต่อไปก็คือแล้วทำไมภาควิชาศิลปการละครมาไว้ในคณะอักษรศาสตร์คำตอบก็คือภาควิชาศิลปการละครของเราต้องการให้นิสิตมีความเข้าใจใน"มนุษย์" อย่างมากเพื่อสามารถนำความเข้าใจนี้ไปประยุกต์ใช้ในการทำละครและนำเสนอสู่สังคม เราสามารถศึกษามนุษย์จากบทละครต่างๆมากมายจึงไม่น่าแปลกใจว่านิสิตที่อยากจะเข้าเรียนภาควิชาศิลปการละครก็จะต้องเรียนวิชาพื้นฐานของคณะเหมือนกับนิสิตคนอื่นๆ

เมื่อน้องๆได้มองเห็นความแตกต่างกันแล้ว ก็น่าจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจได้ว่าน้องอยากเรียนการทำละครแบบไหน

3. ภาควิชาภูมิศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร แล้วจบสามารถประกอบอาชีพทางด้านใดได้บ้าง

ภาควิชาภูมิศาสตร์จะศึกษาวิธีการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ข้อมูลด้านกายภาพ เศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม และภูมิภาค โดยใช้เทคนิคด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ รีโมทเซนซิง โฟโตแกรมเมตรี แผนที่และสถิติ

ตัวอย่างรายวิชาในภาควิชาภูมิศาสตร์ก็เช่น แคลคูลัสสำหรับนักภูมิศาสตร์ (หลายคนตกใจมากกว่าในอักษรก็มีสอนแคลคูลัส) ภูมิศาสตร์มนุษย์เบื้องตัน ภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน เป็นต้น

ทั้งนี้ขอให้พึงระลึกไว้ว่าหากน้องๆจบการศึกษาด้านภูมิศาสตร์จากคณะอักษรศาสตร์ วุฒิที่น้องจะได้คือ อศ.บ. (อักษรศาสตร์บัณฑิต) แต่หากน้องๆไปดูหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่นำภาควิชาภูมิศาสตร์ไปไว้ในคณะสังคมศาสตร์ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วุฒิที่น้องจะได้คือ วท.บ. (วิทยาศาสตร์บัณฑิต) การสมัครเข้าทำงานจะได้รับการพิจารณาที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นสายงานของภูมิศาสตร์จริงๆ เขามีแนวโน้มจะรับผู้ที่มีวุฒิวท.บ.มากกว่าอศ.บ.

สายงานที่น้องๆที่จบจากภาควิชาภูมิศาสตร์ ก็จะเป็นสายงานทางด้านภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านระบบกายภาพ สายงานด้านด้านธรณีวิทยา ด้านสิ่งแวดล้อ งานด้านทรัพยากร เป็นต้น

การที่จะเข้ามาเรียนในอักษรศาสตร์ เอกภูมิศาสตร์คงต้องถามตัวเอกว่าชอบไหมทางด้านนี้ เพราะจะเรียนออกไปทางสายคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ อย่าเลือกเพราะเป็นอักษรศาสตร์ที่คะแนนต่ำ การเรียนในเอกนี้จะค่อนข้างเป็นเอกเทศกว่าเอกอื่นๆ จะไม่เน้นทางด้านภาษาเหมือนเอกภาษาในคณะอักษรศาสตร์

หลักสูตรเอกภูมิศาสตร์

4. จบจากคณะอักษรศาสตร์แล้ว สามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง

เนื่องจากว่าคณะอักษรศาสตร์มิใช่คณะสาย apply ดังเช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์หรือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะเหล่านั้นจะมีสายงานที่ค่อนข้างชัดเจน มองเห็นเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่เรียน ทำให้หลายๆคนมองไม่เห็นว่าจบมาจากคณะอักษรศาสตร์แล้วสามารถทำงานอะไรได้บ้าง

หากพิจารณาจากวิชาการเรียน จะเห็นว่ารายวิชาส่วนใหญ่จะเน้นให้เข้าใจมนุษย์ผนวกไปกับการเสริมทักษะทางด้านภาษาให้กับนิสิต ทำให้สายงานของบัณฑิตอักษรศาสตร์นั้นกว้างมาก เริ่มตั้งแต่เป็นอาจารย์ นักวิชาการ นักแปล บรรณาธิการหนังสือพิมพหรือนิตยสาร นักเขียน ล่าม นักข่าว นักวิจารณ์ เลขานุการ เจ้าหน้าที่แผนกทรัพยากรมนุษย์ นักประชาสัมพันธ์ นักการละคร นักโฆษณา ฯลฯ

อีกทั้งยังสามารถทำงานกระทรวงการต่างปรเะเทศ องค์กรสหประชาชาติ (UN) องค์กรระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่งทูต

บางคนอาจสนใจด้านธุรกิจ ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารจัดการ ก็กลับมาเป็นนักธุรกิจเปิดบริษัทก็มีให้เห็นมาแล้ว

พูดง่ายๆคือสายงานที่ต้องใช้ภาษา ใช้การคิด วิเคราะห์ ความเข้าใจมนุษย์ บัณฑิตอักษรศาสร์สามารถทำได้หมด

5. คณะอักษรศาสตร์ มีความแตกต่างจากคณะศิลปศาสตร์หรือคณะมนุษยศาสตร์อย่างไร

ไม่มีความแตกต่างกันเลยครับ เพียงแค่แต่ละมหาวิทยาลัยจะใช้ชื่อที่แตกต่างกัน แต่โดยตัวเนื้อหลักสูตรแล้วจะมีความคล้ายคลึงกัน อาจมีรายวิชา การเรียนการสอน วิชาเอก-โทที่เปิดต่างกันไป เช่น ในคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมีการเปิดเอกจิตวิทยา, คณะมนุษยศาสตร์ มศว เปิดวิชาเอกภาษาเกาหลี, วิชาเอกอิตาเลียน มีการเปิดเป็นวิชาเอกที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯเพียงแห่งเดียวเท่านั้น หรือในคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์มีการแยกสายทักษะกับสายวรรณคดีของเอกภาษาอังกฤษ ผิดกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯที่นำมารวมกัน, วิชาเอกภาษาญี่ปุ่นของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯจะรับเฉพาะคนที่มีพื้นฐานมาแล้วเท่านั้น ผิดกับคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่รับเฉพาะคนที่ไม่มีพื้นฐานเท่านั้น เป็นต้น

เพราะฉะนั้น การที่เราจะเลือกศึกษาสายมนุษยศ