หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์ทั้งหมดนี้นำมาจากวีดิทัศน์แนะน้องมองอักษร ของคณะกรรมการนิสิตอักษรศาสตร์ ปีการศึกษา 2552 ซึ่งผมเองมีส่วนร่วมในการทำจัดทำในฐานะรองประธานฝ่ายวิชาการ

คือจริงๆแล้วผมอยากตัดไฟล์บทสัมภาษณ์มาลงไว้ให้ด้วย แต่ไม่มีความรู้ด้านนี้เลยจริงๆ ก็เลยต้องออกมาเป็นการถอดบทสัมภา่ษณ์ครับ :)

สำหรับน้องๆที่อยากเข้าคณะันี้ก็ลองอ่านบทสัมภาษณ์จากอาจารย์ใน 4 ภาควิชานี้ เพื่อจะได้พอเห็นแนวว่าคณะอักษรศาสตร์เป็นยังไง และภาควิชาบางภาคอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่น้องคิดก็ได้นะ

ปล. ภาควิชาภาษาอังกฤษ ผมขอให้ตัวแทนของภาควิชาภาษาต่างประเทศอื่นๆในคณะอักษรศาสตร์เลยนะครับ เพราะจะเรียนในลักษณะเดียวกันหมด

 

ภาควิชาที่ปรากฏอยู่ในบทสัมภาษณ์นี้มีทั้งหมด 5 ภาควิชา (ตามลำดับ)

1. ภาควิชาภาษาอังกฤษ

2. ภาควิชาปรัชญา่

3. ภาควิชาศิลปการละคร

4. ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์

5. ภาควิชาภูมิศาสตร์

 

(1) ภาควิชาภาษาอังกฤษ

หลักสูตรภาควิชาภาษาอังกฤษ : http://www.arts.chul...icprograms.html -> เลือก Undergraduate Curriculum (Revised, 2008)

ผู้ให้สัมภาษณ์: ผศ.ดร.ณัฐมา พงศ์ไพโรจน์ หัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษ

 

ลักษณะที่สำคัญที่สุดของนิสิตที่จะเข้ามาเรียนที่คณะอักษรศาสตร์

คือ จะต้องเป็นคนที่รู้จัก "คิดวิเคราะห์"

 1.      หลักสูตรโดยทั่วไปของภาควิชาภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร 

ผศ.ดร.ณัฐมา : ในแง่หลักสูตรของภาค เรามีเป็น 2 สายใหญ่ๆ ก็คือ (1) สายภาษา (2) สายวรรณคดี ในสายภาษานั้น นอกจากเราจะมีวิชาทางด้านทักษะ อ่าน ฟัง พูด เขียนแล้ว เราก็ยังมีวิชาทางด้านภาษาศาสตร์ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นิสิตมีความรู้ทางด้านภาษาศาสตร์ที่เน้นทางด้านภาษาอังกฤษ แล้วเราก็มีวิชาสายวรรณคดี

เพราะฉะนั้นในหลักสูตร นิสิตจะสามารถเลือกเรียนวิชาทั้ง 3 ด้านได้เลย ก็คือสายภาษา, สายวรรณคดีและภาษาศาสตร์ภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นในสายภาษาเราก็ยังมีวิชาทางด้านการแปล จากไทยเป็นอังกฤษแล้วก็อังกฤษเป็นไทย ตั้งแต่ระดับต้นไปถึงระดับสูง

2.      เนื้อหาในระดับมหาวิทยาลัยมีความแตกต่างจากในระดับมัธยมอย่างไร 

ผศ.ดร.ณัฐมา : คือ ตอนที่เราอยู่มัธยม ประถม  เราก็คงได้เรียนไวยากรณ์ในเรื่องต่างๆ เช่น การใช้ article, การใช้ tense ต่างๆ หรือว่าเรื่องการ V to be หรือ V to do ต่างๆ เป็นต้น แต่เมื่อเราเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เราถือว่านิสิตโดยเฉพาะถ้าเข้ามาในคณะอักษรศาสตร์และเรียนเอกภาษาอังกฤษ นิสิตน่าจะมีพื้นฐานทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร พอมาเรียนวิชาทางด้านภาษาศาสตร์ภาษาอังกฤษ เช่น วากยสัมพันธ์ภาษาอังกฤษ (English Syntax) มันจะเป็นการวิเคราะห์โครงสร้างมากกว่า เราจะไม่ได้เรียนเป็นเรื่องๆอีกแล้ว เราจะดูว่าคำ วลีและในระดับประโยค ในภาษาอังกฤษมันผูกกันยังไง มันมีความเป็นมายังไง มันมีความสัมพันธ์อย่างไรมากกว่าโดยเราจะนำทฤษฎีต่างๆมาใช้ประกอบด้วยเพี่อให้นิสิตทราบว่าในโลกปัจจุบัน ทางด้านภาษาศาสตร์ภาษาอังกฤษเขามีทฤษฎีวิเคราะห์ทางด้านโครงสร้างอย่างไรบ้าง

3.      นิสิตที่อยากเรียนในคณะอักษรศาสตร์น่าจะมีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง 

ผศ.ดร.ณัฐมา : ครูคิดว่าลักษณะที่สำคัญที่สุดของนิสิตที่จะเข้ามาเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ คือจะต้องเป็นคนที่รู้จัก “คิดวิเคราะห์”  ก็คือการเรียนจะไม่ค่อยเหมือนลักษณะที่เราเรียนที่โรงเรียน พอเราเข้ามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะที่คณะอักษรศาสตร์ เมื่อเราเข้าเรียนวิชาไหนแล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะรอรับความรู้จากที่อาจารย์สอนอย่างเดียว จะต้องหัดนำความรู้นั้นไปคิดวิเคราะห์ต่อไปในการที่จะผลิตออกมาเป็นงานต่างๆ

แน่นอนว่านิสิตจะต้องชอบและรักการอ่าน การเขียน การพูด การฟัง แต่ทั้งหมดนี้จะต้องนำไปวิเคราะห์ต่อไป

 

(2) ภาควิชาปรัชญา

 หลักสูตรภาควิชาปรัชญา

ผู้ให้สัมภาษณ์: ผศ.ดร.สุภัึควดี อมาตยกุล อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา
 
ภาควิชาปรัชญาที่สำคัญที่สุด คือ

สอนให้รู้จักวิพากษ์สิ่งที่เราเคยเชื่อเพื่อให้เรารู้จักคิด

1. โดยทั่วไปแล้วภาควิชาปรัชญาสอนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ผศ.ดร.สุภัควดี : ภาควิชาปรัชญาที่สำคัญที่สุด คือ สอนให้รู้จักวิพากษ์สิ่งที่เราเคยเชื่อเพื่อให้เรารู้จักคิด คิดเป็น และเพื่อให้เห็นว่ามนุษย์สามารถคิดได้หลายอย่าง มีความคิดได้หลายแนวด้วยกัน และก็พยายามจะให้เห็นว่าการคิดแต่ละแบบแต่ละแนวนั้นมีเหตุผลอะไรสนับสนุน มันเป็นการท้าทายความคิดความเชื่อต่างๆที่ดูเผินๆแล้วอาจจะไกลตัวแต่ว่าที่ จริงแล้วใกล้ตัวมาก

 วิชาปรัชญาสอนให้เราตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับความจริงสูงสุด เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังนะคะ (หน้ายิ้ม) โดยพิจาณาจากสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุด เช่น เวลาที่คุณเรียนวิชาศิลปะ ถ้าคุณจะเรียนศิลปะให้ได้ดีคุณก็ต้องถามก่อนว่าความงามคืออะไร คำถามนี้เป็นคำถามทางปรัชญาโดยเฉพาะในวิชาสุนทรียศาสตร์หรือวิชาปรัชญาของ ศิลปะนั่นเอง การที่คุณจะเรียนภาษา คุณก็ต้องถามก่อนว่าภาษาคืออะไร มีไว้ทำอะไร แล้วการที่จะตอบว่าภาษาคืออะไร มันก็จะมีคำตอบได้หลายแนวด้วยกัน อันนี้ก็เป็นเรื่องของวิชาปรัชญาภาษา เวลาที่คุณจะเรียนรัฐศาสตร์ คุณก็ต้องถามว่ารัฐคืออะไร มีเป้าหมายไว้ทำอะไร อันนี้ก็เป็นเรื่องของวิชาปรัชญาสังคม ปรัชญาการเมืองซึ่งก็๋พยายามที่จะตอบสิ่งเหล่านี้

และนั่นก็หมายความว่าคำถามสูงสุดก็เช่นว่า ความดีคืออะไร ความงามคืออะไร รัฐคืออะไร มนุษย์คืออะไร สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามทางปรัชญาทั้งสิ้น ไม่ว่าคุณจะเรียนในสาขาในคุณก็จะต้องตอบคำถามสูงสุดจากสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ที่สุดตรงนี้เช่นกัน

2. นิสิตที่สนใจจะศึกษาวิชาปรัชญาควรจะมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

ผศ.ดร.สุภัควดี : ควรจะเป็นคนช่างคิดค่ะ ควรจะเป็นคนช่างสงสัย ควรจะเป็นคนที่เวลามีอะไรเข้าทำให้สงสัยแล้ว อยากจะหาคำตอบ อยากจะเข้าใจ ไม่ควรจะเป็นคนที่อะไรยังไงก็ได้ ใครบอกอะไรมาก็เชื่อ ความช่างสงสัยเป็นคุณสมบัติประแรกที่สำคัญ เหมือนกับที่อริสโตเติ้ลเคยบอกไว้ว่า Philosophy begins with wonder.

 

(3) ภาควิชาศิลปการละคร

 หลักสูตรวิชาเอกศิลปการละคร

ผู้ให้สัมภาษณ์: อ.ดร.ปวิตร มหาสารินัุนทน์ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปการละคร

ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในอักษรแล้วจะเน้นหนักทางด้านภาษา

ทุกคนจะต้องอ่านวรรณกรรม อ่านบทละคร อาทิตย์ละ 5 เรื่อง

 

1.      ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯสอนเกี่ยวกับอะไรบ้าง 

อ.ดร.ปวิตร : จุดเด่นอย่างหนึ่งของภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ ที่สำคัญก็คือวิชาเรียนจะหลากหลาย หลักๆแล้วจะมีวิชาสายการแสดง การกำกับการแสดง แล้วก็สายการออกแบบซี่งการออกแบบนี้ก็จะมีทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย การออกแบบชุด ฉาก แสง เสียง และก็นอกจากนั้นยังมีวิชาเขียนบทและวรรณกรรม ซึ่งเขียนบทนี้ก็จะมีทั้งเขียนบทละครเวที เขียนบทละครโทรทัศน์แล้วก็เขียนบทภาพยนตร์ ส่วนเรื่องวรรณกรรมก็จะความหลากหลาย เราจะศึกษาทั้งวรรณกรรมละครของไทย เอเชีย ยุโรป อเมริกา นอกจากนั้นยังมีวิชาทางด้านการจัดการแสดง (management)

ผู้เรียนจะได้เรียนวิชาเบื้องต้นของทุกสาย และหลังจากนั้นผู้เรียนก็จะมีโอกาสได้เลือกสายใดสายหนึ่งที่จะเรียนเน้นหนักลงไป เพราะฉะนั้นจุดเด่นของเราก็คือเมื่อผู้เรียนสามารถค้นพบว่าตัวเองตนชอบอะไร ก็จะสามารถที่จะพัฒนาทักษะทางด้านนั้นไปให้ถึงจุดสูงสุดที่ระดับปริญญาตรีจะทำได้

2.      มีความแตกต่างจากคณะนิเทศศาสตร์อย่างไร 

อ.ดร.ปวิตร :วิชาการละครจะสามารถอยู่ได้ในหลายสาย จะอยู่ในมนุษยศาสตร์ก็ได้ ศิลปกรรมศาสตร์ก็ได้ นิเทศศาสตร์ก็ได้ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วรายวิชาที่ภาคเปิดสอนนั้นก็มีความเป็นสหสาขาวิชา เรื่องที่ตั้งอยู่ที่ไหนเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในอักษรแล้วจะเน้นหนักทางด้านภาษา ทุกคนจะต้องอ่านวรรณกรรม อ่านบทละคร อาทิตย์ละ 5 เรื่อง แล้วก็จะต้องแปลบทละครและอ่านภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด จริงๆแล้วเราสอนการละครในแบบที่ต่างประเทศเขาสอนกัน

3.      คุณลักษณะของคนที่จะเรียนละคร 

อ.ดร.ปวิตร :เป็นคนชอบดูหนัง คนที่อาจจะชอบดูละครโทรทัศน์ด้วย ชอบอ่านหนังสือ ชอบคิด เขียน ฟังและชอบทำงานเป็นหมู่คณะ

คือผมมักจะมองว่าเป็นที่ชอบทำกิจกรรมนี่จะเหมาะกับการที่จะมาเรียนศิลปการละคร เพราะว่าคนที่ชอบทำกิจกรรม จัดงานต่าง เช่น งานกีฬาสี เขาก็จะชอบทำงานเป็นหมู่คณะอยู่แล้ว เขาชอบที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา เห็นอย่างหนึ่งก็เอามาคิดแก้ไขเป็นอีกอย่างหนึ่ง คนแบบนี้น่าจะเหมาะที่จะเรียนศิลปการละคร แต่ก็ต้องเป็นคนที่ชอบจริงๆ

 
 
ผู้ให้สัมภาษณ์: อ.เนณุภา ศุภเวทย์ อาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์
 
ราเป็นภาควิชาบรรณรักษศาสตร์
 
แต่ว่าสาขาวิชาที่เด็กๆจะได้เรียนคือ
 
สาขาวิชาสารนิเทศศึกษา (Information Studies)
 
ทำให้เรียนรายวิชาใหม่ๆเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น

 

1.      ปัจจุบันภาควิชาบรรณรักษศาสตร์สอนเกี่ยวกับอะไรบ้าง 

อ.เนณุภา : จริงๆเราเป็นภาควิชาบรรณรักษศาสตร์ แต่ว่าสาขาวิชาที่เด็กๆจะได้เรียนคือ สาขาวิชาสารนิเทศศึกษา (Information Studies) เป็นหลักสูตรที่ปรับตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 ที่เปลี่ยนจากสาขาวิชาบรรณรักษศาสตร์เป็นสาขาสารนิเทศศึกษา ทำให้เรียนรายวิชาใหม่ๆเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น

ถ้าน้องๆเลือกเรียนเป็นเอก ก็จะเรียนพื้นฐานบรรณารักษศาสตร์นิดหน่อย เช่นพวก Cataloging แต่ว่าเราก็มีรายวิชาใหม่ๆที่น่าสนใจมากมาย เช่น การจัดการความรู้, การออกแบบเวบไซด์, ธุรกิจการพิมพ์สมัยใหม่ หรือวิชาการข้อมูล ตัวครูเองสอนวิชาการสีบค้นข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ น้องๆอาจจะใช้ Google ทุกวัน แต่ว่าแน่ใจหรือเปล่าว่าน้องๆเจอข้อมูลดีๆจาก Google

2.       เรียนจบบรรณารักษศาสตร์ แล้วไปประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง

อ.เนณุภา : มีเพื่อนครูเรียนอยู่สาขาฝรั่งเศส เขาก็บอกว่าองค์กรต่างประเทศหรือสถานทูตเขาก็ต้องการบรรณารักษ์ไปจัดห้องสมุดเขา แล้วก็มีความรู้ทางภาษาดี มีความรู้ทางด้านบรรณารักษศาสตร์ เงินเดือนดีมาก หรือน้องๆจะไปเรียนต่อสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ก็ได้ เพื่อนครูจบไปแล้วไปเรียนต่อทางด้านนี้ เงินเดือนเป็นแสน ตำแหน่งงานดี โอกาสงานดี ก็แล้วแต่จะเลือก น้องๆอาจจะชอบเทคโนโลยี หรือจะไปออกแบบเวบไซด์ก็ได้ มีลูกศิษย์ครูเอาวิชาการออกแบบเวบไซด์ที่เรียนกับครูไปทำเป็นอาชีพเสริมก็มีเหมือนกัน หรือจะไปทำงานจัดการเอกสารหรือทำงานสำนักงานก็ดี เพราะเรามีวิชาการจัดการเอกสาร แล้วก็วิชาบังคับของเราตัวหนึ่งคือ เทคโนโลยีการจัดการสารนิเทศ วิชานี้เราเรียน Microsoft Office และภาษา html แต่ Microsoft Office ที่เรียนเป็น Office ขั้นสูง น้องๆอาจจะคาดไม่ถึงว่า Microsoft Word สามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาประมวลผลได้ ทำอะไรได้หลายอย่างมากทีเดียว น้องๆจะสามารถไปทำงานในสำนักงานได้สบายมาก ทำงานได้รวดเร็วและไม่เหนื่อย

 

(5) ภาควิชาภูมิศาสตร์

 หลักสูตรวิชาเอกภูมิศาสตร์

ผู้ให้สัมภาษณ์: อ.ดร.ศิริวิไล ธีระโรจนรัตน์ หัวหน้าภาควิชาภูมิศาสตร์


ภาควิชายังคงความรู้พื้นฐานทางด้านภูมิศาสตร์ให้นิสิตได้เรียน
 
ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยเรื่องความรู้ในส่วนที่เกี่ยวกับความรู้พื้นฐาน
 
ทฤษฎีทางด้านภูมิศาสตร์กายภาพหรือเมืองลดลงมาก

1.      ทำไมภาควิชาภูมิศาสตร์อยู่ในคณะอักษรศาสตร์

อ.ดร.ศิริวิไล : อันที่จริงแล้วภาควิชาภูมิศาสตร์ เมื่อก่อนเป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาประวัติศาสตร์และถูกแยกออกมา เนื่องจากเนื้อหาสาระในช่วงหลังมีเพิ่มมากขึ้นก็เลยทำให้ถูกแยกออกมาเมื่อนานมาแล้ว

เนื้อหาของรายวิชาก็มีส่วนที่ประกอบไปด้วยวิชาที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์กายภาพและสิ่งแวดล้อม แล้วก็วิชาที่เกี่ยวภูมิศาสตร์มนุษย์ วิชาที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์กายภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น ภาวะโลกร้อนที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชานั้น วิชาทางด้านอากาศวิทยา ในส่วนของรายวิชาที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์มนุษย์ เช่น ภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว ภูมิศาสตร์เมือง ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้แตกต่างจากของภาควิชาประวัติศาสตร์

นอกเหนือจากเนื้อหาส่วนตรงนั้นแล้ว ปัจจุบันภาควิชาของเรายังมีอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือว่าเทคนิคทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางด้านแผนที่ในยุคที่คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ปัจจุบันการเรียนการสอนของเราก็จะผนวกเอาเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไปได้วย ซึ่งมีเนื้อหาหลักๆก็คือ ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า GIS หรือว่า Geographic Informmation System, การสำรวจจากระยะไกล (Remote Sensing) แล้วก็ Global Positioning System หรือระบบการอ่านพิกัด

 

2.      การเรียนภูมิศาสตร์ที่คณะอักษรศาสตร์แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆอย่างไร

อ.ดร.ศิริวิไล : ภาควิชายังคงความรู้พื้นฐานทางด้านภูมิศาสตร์ให้นิสิตได้เรียน ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยเรื่องความรู้ในส่วนที่เกี่ยวกับความรู้พื้นฐาน ทฤษฎีทางด้านภูมิศาสตร์กายภาพหรือเมือง ลดลงมาก ไปเน้นทางด้านเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันนี้จะเหลืออยู่ไม่กี่มหาวิทยาลัยที่พยายามคงเนื้อหาทั้ง 2 ส่วนเอาไว้

ถ้ามองในแง่จุดเด่น จุดเด่นของเราคือ การที่เรามาอยู่ในคณะอักษรศาสตร์ นิสิตที่เข้ามาในภาควิชาของเราก็จะต้องมีพื้นฐานทางด้านภาษาอังกฤษดีพอสมควร เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาเรียนไปแล้วและเอาไปต่อยอดใช้งานต่างๆ ภาษาอังกฤษของเด็กจะแน่น แล้วก็ตำราต่างๆที่เราใช้ เนื่องจากว่าความรู้ต่างๆทางภูมิศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่ เลยง่ายกับเขาในการเรียนหรือในการต่อยอดหลังจากที่เรียนจบในระดับปริญญาตรี

3.      เนื้อหาที่เรียน เด็กสายศิลป์มาเรียนได้หรือไม่

อ.ดร.ศิริวิไล : กลุ่มเป้าหมายของเรา จริงๆแล้วเป็นได้ทั้งเด็กสายศิลป์และก็เด็กสายวิทย์ เนื่องจากว่าเนื้อหาในส่วนของภูมิศาสตร์เอง อย่างที่บอกว่ามันครอบคลุมไปทั้งส่วนของภูมิศาสตร์กายภาพ แล้วก็ส่วนที่เป็นภูมิศาสตร์มนุษย์ เช่น ภูมิศาสตร์การเมือง การต่างประเทศก็มีหลายส่วนที่เราเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย หรือว่าภูมิศาสตร์วัฒนธรรม คนที่จบไปแล้วอยากไปทำงานกระทรวงวัฒนธรรม ไปเรียนทางด้านประวัติศาสตร์ต่อ วิชาภูมิศาสตร์ตรงนี้ก็จะเข้าไปเอื้อ หรือใครที่ชอบมาทางด้านสายเทคนิคหรือเทคโนโลยีล้วนๆ การเขียนโปรแกรม

ทางภาคเราเดี๋ยวนี้ก็มีเปิดรายวิชาต่างๆเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นเด็กที่จบที่เป็นเด็กวิทย์คณิตก็สามารถเรียนและเอาดีทางด้านเขียนโปรแกรมหรือการเทคโนโลยีได้ ในขณะเดียวกันเด็กที่มาเรียนทางด้านสายศิลป์ภาษาก็สามารถใช้ตัวนี้เป็นตัวต่อยอดไปในงานที่เกี่ยวข้องกับสายภาษาได้

Comment

Comment:

Tweet